ทุกอย่างพังเพราะผู้ชาย!! ผู้หญิงคนหนึ่งเกือบตาย เพราะผู้ชายคนเดียว
02 เมษายน 2017  view 2178  

ทุกอย่างพังเพราะผู้ชาย!! ผู้หญิงคนหนึ่งเกือบตาย เพราะผู้ชายคนเดียว

เชื่อว่าหลายๆ คนคงคิดว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ ที่ผู้หญิงคนหนึ่งสามารถชีวิตพังเพราะผู้ชายเพียงคนเดียวได้ ทั้งๆ ที่ผู้ชายคนนั้นก็ไม่ใช่คนในครอบครัว ไม่ได้เลี้ยงดูเรามาแต่เด็ก ไม่ได้มีบุญคุณอะไรต่อกันมากมายขนาดนั้น แล้วทำไมต้องไปแคร์มากขนาดนี้ 


         เริ่มเรื่องก็เหมือนคนทั่วๆ ไปเลยค่ะ เรามีแฟน เค้าเป็นผู้ชายสุภาพ ใจเย็น ไม่เหวี่ยง ไม่วีน เทคแคร์เอาใจใส่เราเป็นอย่างดี แถมหน้าที่การงานก็ดี 
เรากับแฟนเจอกันที่ทำงานค่ะ  เค้าตำแหน่งใหญ่กว่า  แต่ไม่ใช่หัวหน้าเรานะคะ  อยู่คนละแผนก  เจอกันตอนเราเข้ามาที่นี่ใหม่ๆ  รวมๆ แล้วก็ประมาณเกือบ  3 ปี  ตอนนี้เราอายุ 27 ส่วนแฟน 32 ค่ะ  เราสองคนเริ่มวางแผนใช้ชีวิตร่วมกันแบบชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ  เริ่มผ่อนคอนโดอยู่ด้วยกัน ส่วนรถเป็นของเค้า แต่ผู้ชายยังไม่ปริปากขอแต่งงานนะคะ 

แล้ววันหนึ่ง อยู่ดีๆ แฟนเราคนนี้ก็นอกใจเราไปซะดื้อๆ   เค้าไปตกหลุมรักน้องที่ออฟฟิศคนนึงที่อยู่ในแผนกเดียวกันกับเค้าค่ะ เธอเป็นพนักงานที่เพิ่งเข้ามาใหม่ อายุน่าจะอ่อนกว่าเรา 2 ปี ผู้หญิงคนนี้ เรายอมรับเลยค่ะว่าสวย  เป็นตัวท็อปของออฟฟิศ เคยเป็นพริตตี้มอเตอร์โชว์  เวลามีงานบริษัท เช่นงานกีฬาสี น้องคนนี้มักจะได้เป็นคนถือป้าย ผู้ชายในออฟฟิศจะฮือฮามาก  
กลับมาที่แฟนเรา แรกๆเค้าก็มักจะให้เรากลับห้องไปก่อน  บอกว่าแผนกเค้าประชุมยาวจนมืดค่ำ   เราก็กลับค่ะ  เพราะอยากไปเตรียมข้าวเย็นให้  แต่หลายครั้ง ก็ต้องเก็บใส่ตู้เย็น แล้วเอาไปอุ่นกินตอนเช้า เพราะแฟนเราเค้ากินมาอิ่มแล้ว  และกลับมาถึงห้องเกือบ 5 ทุ่ม


            หลังๆเริ่มบอกให้เรากลับบ้านเองบ่อยขึ้น ส่วนเค้าก็กลับดึกถี่ขึ้น  เราก็พยายามจะถาม  แต่ทุกครั้งที่ถาม เค้าก็มักจะบอกว่า เค้าทำงาน เหนื่อยมาก  ขอนอนได้มั๊ย  เราพยายามจะถามเพื่อนร่วมงานในแผนกเค้า  ส่วนมากที่ถามก็จะเป็นพนักงานระดับเดียวกับเรานะคะ  ไม่เคยถามระดับหัวหน้า หรือระดับเดียวกับเค้า คำตอบที่ได้คือเค้ายุ่งจริง  เราก็เลยวางใจ
แต่จุดพีค เรื่องมันมาโป๊ะแตกตรงที่แฟนเราเค้าโกหกเราว่าต้องไปค้างต่างจังหวัดกับผู้บริหาร  พาแขกบริษัทไปเที่ยว แต่ที่จริง เค้าไปเที่ยวกับน้องคนนั้นสองต่อสองที่หัวหิน    เราจับได้ เพราะเราไปเอา VDO จากกล้องติดรถยนต์มาดูในวันที่แฟนเราไปค้าง ตจว กับพวกเซลล์  และไม่ได้เอารถไป เส้นทางที่เค้าขับไป มันไม่ใช่สนามกอล์ฟ หรือจังหวัดที่เค้าบอกเราไว้  แต่มันคือโรงแรมหรูแห่งหนึ่งที่หัวหิน  และมีบางช๊อตที่กล้องถ่ายติดน้องคนนั้นอยู่หน้ารถ  แต่สิ่งที่มันเจ็บปวดที่สุดคือ บทสนทนาระหว่างเค้าสองคนที่อยู่ในรถ มันช่าง 18+ มาก  มีเสียง อื้อ…อ้าห์ และประโยคที่ฟังแล้วทำเราน้ำตาไหล  ไม่คิดว่าผู้ชายคนรักจะทำแบบนี้กับผู้หญิงคนอื่น 

        โชคดีที่กล้องหันออกไปหน้ารถ ไม่เช่นนั้นเราคงเห็นภาพอุจาดตา  เราเก็บหลักฐาน อัดคลิปเสียง  ส่งไลน์ไปหาแฟนเราทันที แต่เค้าก็ไม่ตอบกลับ ไม่มีคำอธิบายใดๆ ในไลน์ขึ้นแค่ว่าอ่าน  โทรไปก็ไม่รับแถมปิดเครื่องใส่ ฉะนั้นเป็นอันรู้กันค่ะ ว่าเรื่องจริงแน่นอน
ตอนนั้นเราโกรธมาก  ขับรถเค้าไปออฟฟิศทันที  ตั้งใจว่า เอาว๊ะ ให้มันรู้ดำรู้แดง

         พอไปถึงที่ออฟฟิศก็ตามคาดค่ะ เราบังคับตัวเองไม่อยู่ ความอึดอัดและแค้นใจมันระเบิดออกมาแบบห้ามไม่ได้ เราเขวี้ยงของทุกอย่างบนโต๊ะแฟนและน้องคนนั้น  พร้อมกับตบหน้าไป 1 ฉาก  ปล่อยโฮเสียงดัง  สติหลุดจนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร หรือใครเป็นคนมาห้าม รู้ตัวอีกที รปภ ของบริษัทเข้ามาชาร์จตัวเราไว้  ร้องไห้ระเบิดดังทั่วออฟฟิศ หัวหน้าเข้ามาคุยกับเรา เราตัดสินใจพูดกับหัวหน้าไปว่า “ขอลาออกแล้วกันค่ะ” บอกเลยว่าสภาพจิตใจตอนนั้นมันแย่จนไม่กล้าสู้หน้าใคร อายมากที่ไปอาละวาดแรง  รับเรื่องราวอะไรไม่ไหวอีกต่อไป หลังจากที่ความฝันทุกอย่างพังลงโดยไม่ได้เตรียมตัว เราได้มีโอกาสเคลียร์กับแฟน เพื่อตกลงว่าเราสองคนจะเอาอย่างไรต่อไป สิ่งที่ได้กลับมาคือคำขอโทษ และบอกให้เราตัดสินใจเองว่าจะอยู่หรือไป… ส่วนน้องคนนั้นก็ยังอยู่ค่ะ

สรุปคือ  เราตัดสินใจแยกทาง  ตอนนี้กำลังรอขายคอนโดค่ะ  เราย้ายออกจากคอนโด มาเช่าหอราคา 3,000 บาท ว่างงาน  เงินเก็บที่ได้จากเงินเดือน เดือนละสองหมื่นห้าก็เริ่มหมด การใช้ชีวิตทุกอย่างดูมึนๆ งงๆ ไปไม่ถูก ตอนนั้นหน้าโทรมมาก แฟนเราไม่เคยติดต่อกลับมาเลย เราได้แต่ส่องกระจกดูตัวเอง เจอแต่ผู้หญิงหน้าสิว ตัวดำ  ส่องดูสารรูปตัวเองแล้วก็อนาถใจ  ทำไมเราถึงสวยสู้เค้าไม่ได้ ความรู้สึกตอนนั้นคือหาเหตุผลว่าทำไม เค้าถึงหลงผู้หญิงคนนั้น ทั้งที่เรามาก่อนตั้งหลายปี

เราพยายามทุกวิถีทางที่ทำให้ตัวเองดูดีขึ้นให้เร็วที่สุด และนี่คือทางเลือกที่ทำให้หายนะเกิดขึ้นกับชีวิตเรา เริ่มจากเราไปซื้อครีมจากพริตตี้ในไอจี เชื่อคำลวงว่าหน้าจะใสได้จริงภายใน 7 วัน ใช้แรกๆขาวมากค่ะ ขาวใส  แต่พอสักพัก   สิวและผื่นเม็ดเล็กๆ ไม่รู้ว่ามาจากไหน  ขึ้นมาเต็มหน้า หน้าลอก แสบมากตลอดเวลา  ตอนนอนก็คันมาก นอนไม่ได้ จนต้องพึ่งยานอนหลับ แถมต้องใส่ถุงมือไว้ เพราะเรามักจะเผลอไปเกา  
ยังไม่พอค่ะ  นอกจากจะขาวใสด้วยการพึ่งครีมแล้ว  วิธีต่อไปคือฉีดค่ะ เราตัดสินใจไปฉีดกรูต้ากับน้องคนหนึ่งในไอจี บอกว่าเป็นพยาบาล เห็นราคาแล้วคิดว่าไม่แพง เลยตัดสินใจทำ ผลที่ได้คือ  เราแพ้กลูต้าที่ฉีด และติดเชื้อในกระแสเลือด…. คืนวันที่เราฉีดกลับมานอนที่ห้อง  ซักประมาณตี 2 กว่า เราเริ่มหอบ อาเจียน  เป็นตุ่มเม็ดเล็กๆ ใสๆ ขึ้นเต็มตัว หน้าเริ่มมืด หนาวสั่น ตอนนั้นไม่มีใครอยู่ในห้องนะคะ  เราอยู่คนเดียว  คิดในสมองว่า วันนี้ต้องตายแน่ๆ  รู้สึกหวิวๆ ลอยๆ และหายใจไม่ออก

เรากลั้นใจคลานลงจากห้องชั้น 4 (หอเราไม่มีลิฟต์)  พยายาม หายใจให้ดังๆ  เผื่อมีคนได้ยิน  แต่ก็ไม่มีใครได้ยิน   เราคลานคงมาจนถึงเกือบชั้น 2  จนมีคนที่ห้องแถวบันไดออกมาเจอ  และช่วยพยุงเราขึ้น taxi ไปโรงพยาบาล อาการบนรถ taxi เราไม่ไหวมากๆ  ทั้งร้องไห้ และหายใจไม่ออก  หูเริ่มอื้อ ตาเริ่มมัว ภาพสุดท้ายที่เห็นก่อนภาพดับ  เห็นแต่สายรุ้ง  วนไปวนมาในหัว และเสียงอื้ออึง ฟังไม่ออก  อารมณ์เหมือนจมน้ำอยู่ในบ่อลึก ปีนไม่ได้
 

... แล้วเราก็ไม่รู้สึกอะไรอีกเลย ...

เรารู้สึกโดนปลุกด้วยเสียงร้องไห้ ของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งนั่นก็คือเสียงร้องไห้ของแม่ วินาทีที่เราลืมตาขึ้นมา   เห็นภาพแม่นั่งร้องไห้อยู่ข้างเตียง   รู้สึกได้ว่ามือของแม่มาจับที่มือเรา จากทีแม่ร้องไห้เบา  กลายเป็นร้องไห้ดังขึ้นๆ และตัวเริ่มสั่น ตอนนั้นเราพูดอะไรไม่ออก อาจจะด้วยเพราะเครื่องช่วยหายใจ ร่างกายหมดแรง เจ็บคอ ปวดท้อง บีบรัดไปหมด ภาพที่เห็นแม่มานั่งร้องไห้โฮข้างเตียง  ตอนนั้นรู้สึกกลัวตาย ไม่อยากปล่อยมือแม่ พยายามจับมือแม่ไว้แน่นที่สุด เท่าที่จะมีแรง  เรามารู้ทีหลังว่า เรานอนสลบหมดสติไปถึง 3 วันเต็มในห้อง ICU   ด้วยความดันโลหิตต่ำ เกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน และหัวใจหยุดเต้นถึง 2 ครั้ง รู้เลยค่ะว่าความตายมันอยู่ใกล้เรานิดเดียว.

อันนี้เพื่อนถ่ายให้ค่ะ เป็นรูปที่ย้ายมาอยู่หอผู้ป่วย และถอดเครื่องช่วยหายใจแล้ว ซึ่งใกล้จะได้กลับบ้านละ เก็บไว้เตือนใจตัวเองว่าตอนที่เราป่วยก็มีแต่แม่และครอบครัวที่คอยเป็นห่วงดูแลเรา นึกย้อนกลับไปกี่ทีก็น้ำตาก็ไหล




 

ส่วนรูปนี้เป็นสภาพเราช่วงที่ออกจากโรงพยาบาลแล้วเริ่มหางานทำ  พังมากจริงๆ แค่ออกไปปากซอยยังไม่อยากไปเลยค่ะ แต่จำเป็นต้องทำ น้ำหนักตอนนั้นลงต่ำสุดไปอยู่ที่ 38 ลมพัดมาแทบจะปลิว เป็นช่วงเวลาที่ทรมานมากจริงๆค่ะ แต่ก็รู้สึกว่าเหมือนตายและเกิดใหม่





        ปัจจุบัน  ผ่านมาแล้ว ประมาณ  10 เดือน หลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลค่ะ ช่วงแรกเราเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลเป็นว่าเล่น  แต่ตอนนี้คุณหมอนัดอีกที 3 เดือนข้างหน้า สุขภาพแข็งแรงแล้วค่ะ เราดูแลตัวเองมากขึ้น ยังออกกำลังกายหนักมากไม่ได้  ทานอาหารที่มีประโยชน์ ทานตามที่หมอแนะนำ ลดโปรตีน ลดโพแทสเซี่ยม และดื่มน้ำตามที่หมอกำหนด

        ส่วนหน้าที่เคยติดสเตียรอยด์ แพ้จนนอนไม่หลับ ตอนนี้หน้าหายแล้วค่ะ  จากหน้าศพก็กลายเป็นหน้าที่ดีขึ้นค่ะ  คุณหมอบอกให้หยุดสเตียรอยด์ทันที  หมอจ่ายยากินให้ไม่ได้ เพราะยังต้องดูแลไตที่กำลังฟื้นตัว  สิ่งที่หมอบอกให้เราทำคือ งดใช้ครีมบำรุงที่มีน้ำหอม แอลกอฮอล์ สารกันเสีย แล้วก็ไม่มีกรด ให้อ่อนมากที่สุด  และหมอแนะนำให้ใช้ครีมที่ช่วยลดพวกหน้าอักเสบและช่วยให้ผิวแพ้มันแข็งแรงขึ้น   ซึ่งดีใจมากกกก ที่มันเห็นผลค่ะ หน้าที่แบบคันแสบๆ เป็นผดๆกลับมาดีขึ้นได้ โดยที่ไม่ต้องกินยาอะไรเลย  ไม่เช่นนั้น เราคงแย่ เพราะยาก็กินไม่ได้ หน้าตอนนี้ดีขึ้น เป็นปกติ และผิวแข็งแรงขึ้นมาก ออกไปตากแดดได้เป็นปกติค่ะ  ตอนนี้เราหัดแต่งหน้าตามบล็อกเก้อ ดีใจมากที่เราใช้เครื่องสำอางได้ เพราะเมื่อก่อน  แค่แป้งเด็กทาหน้าก็ยังแพ้เลยค่ะ 

อันนี้รูปหลังจากดูแลตัวเองค่ะ  ปัจจุบันน้ำหนักเราอยู่ที่ 42 กิโล  



อีกซักรูปเนอะ  สตรองแล้วค่ะ!!!!!


          ปัจจุบันชีวิตของเราดีขึ้นมาก เราได้งานใหม่แล้ว และทำงานจนผ่านโปรแล้วค่ะ  เหตุการณ์ที่ผ่านมา ทำให้เราคิดอะไรได้หลายอย่างๆ  อะไรที่ไม่ใช่ของเรา ดันทุรังแค่ไหน มันก็ไม่ใช่ค่ะ  และที่สำคัญ ที่มาเขียนลงวันนี้ ก็แค่อยากจะเล่าเป็นอุทาหรณ์ หากจะมีรัก เราควรเผื่อใจ รักตัวเองให้มาก  แล้วค่อยแบ่งความรักให้คนอื่นค่ะ 
หวังว่าเรื่องนี้  จะเป็นอุทาหรณ์สอนทุกคน ให้มีสติในความรัก และดำเนินชีวิตทางสายกลาง  ไม่ยึดติดมากจนทำร้ายตัวเอง

ขอแท๊กห้องแป้งด้วย เพราะในนั้นน่าจะมีสาวๆวัยทำงานที่อาจจะเจอเหตุการณ์คล้ายๆกันกับเราค่ะ



ขอขอบคุณข้อมูล :
pantip.com|topic|36286819 : สมาชิกหมายเลข 3745933